แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Christianity แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Christianity แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2558

The balance of Spirit--Mind--Body of ourselves and outside ourselves

ใน Bible พระธรรม โฮเชยา บทที่ 4 ข้อ 6 กล่าวไว้ว่า "ประชากรของเราถูกทำลายไปเพราะขาดความรู้..."
คริสเตียน หรือ คนที่ไม่ใช่คริสเตียนก็ตาม หากเลือกทำสิ่งใดที่สอดคล้องกับกฏที่พระเจ้าสร้างไว้ คนนั้นๆก็จะได้รับสิ่งที่พระเจ้าทรงตรากฏไว้

พระเจ้าทรงสร้างให้มนุษย์มีทั้ง กาย จิตใจ และวิญญาณ (Body, Mind, Spirit) 

  • กฏฝ่ายกายก็มีอยู่ เช่น กฏแรงโน้มถ่วง ทำให้เรายืนอยู่บนพื้นไม่ลอยไป (ซึ่งก็เป็นกฏที่พระเจ้าสร้างไว้เหมือนกัน) 
  • กฏฝ่ายจิตใจก็เช่น กฏการแทนที่ คือเราไม่สามารถจะลืมสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยบอกแค่ว่า "ไม่" ได้ (ไม่เชื่อลองนึกภาพรถในหัว แล้วพยายามบอกว่าไม่มีรถ เพื่อให้รถหายไปดูซิ จะพบว่าทำไม่ได้ แต่ถ้าอยากให้รถหายไป จริงๆ ลองนึกภาพบ้านแทน รถจะค่อยๆหายไป บ้านจะปรากฏขึ้นแทน และยิ่งถ้าใส่รายละเอียดลงไป ภาพบ้านในจิตใจจะยิ่งชัดขึ้นเรื่อยๆ) หลายๆคนประยุกต์กฏนี้ไปกับการตั้งเป้าหมาย 
  • กฏฝ่ายวิญญาณ ก็เช่น กฏแห่งการ Fulfill มนุษย์จะรู้สึกว่า เค้าขาดอะไรบางอย่าง พยายามค้นหาว่าสิ่งนั้นคืออะไรเพื่อมาเติมเต็มความฝัน เป้าหมาย อยากดำเนินชีวิตเต็มศักยภาพ (ซึ่งนี่พระเจ้าก็ใส่ให้เค้าด้วย) ซึ่งกฏนี้ตามพระคัมภีร์จะระบุไว้ชัดว่า สิ่งที่มนุษย์ตามหานั้นก็คือ พระเจ้าผู้สร้างเขาแต่ละคนขึ้นมานั่นเอง ซึ่งผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ ว่าพระองค์มาเป็นมนุษย์และตายแทนบาปของเขาแล้วนั้น จะได้รับ ชีวิตใหม่ และจะมีพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย คอยให้คำปรึกษา สอน ตักเตือน ทำให้เค้ารู้สึก fulfilled มีสันติสุขบางอย่างที่อธิบายไม่ได้อยู่ในใจลึกๆ 
นอกจากที่มนุษย์จะต้องดูแลทั้งสามส่วนของเขาอย่างเหมาะสมแล้ว เขายังต้องรู้จักการเชื่อมโยงระหว่างตัวเขากับโลกรอบตัวของเขา เพื่อความเข้าใจง่าย ขออนุญาต ยก model จากหนังสือ Ingenius ของ คุณ Tina Seelig ดังนีั
      เมื่อมนุษย์อาศัยจิตใจ (ความคิด) ของเขา ทำการเรียนรู้ข้อมูลต่างๆ ที่อยู่รอบตัว เขาจะสามารถขยายขอบเขตเข้าไปใช้ "ทรัพยากร (Resource)" ที่อยู่รอบตัวของเค้าได้ อย่างเช่น ทางการเงิน ผู้ประกอบการ เมื่อมีความรู้เข้าใจระบบการเงิน จะเข้าถึงตลาดเงินหรือตลาดทุน นำไปสู่การ leverage ซึ่งทำให้ทำธุรกิจในขนาดที่ใหญ่กว่าเงินทุนที่ตัวเองมี (บางตำราเรียกว่า OPM หรือ other people's money)
      แต่แน่นอนไม่ใช่ความคิด เท่านั้นทีสำคัญ การกระทำออกมานี่แหล่ะสำคัญที่สุด หากเราจะมี impact กับโลกใบนี้ ไม่ใช่เพราะแค่มีความรู้ในหัวเรา ไม่ใช่เพราะแค่มีการวางแผนที่ดี (แน่นอนการวางแผนดีกว่าไม่มีนับร้อยๆเท่า) แต่ต้องอาศัยการลงมือทำ ในภาพนี้คุณ Tina ใช้คำว่า imagination แต่ผมอยากจะใช้ Action&Skill คือเรายิ่งทำออกไป ยิ่งเรียนรู้ เราจะได้ความชำนาญตามมา (ก็เหมือนกับการปั่นจักรยานใหม่ๆ เราไม่มีทางไม่ล้ม แต่ค่อยขับ ล้ม เรียนรู้ ปรับปรุง ครั้งแล้วครั้งเล่า) และเมื่อเราลงมือกระทำ มันก็จะส่งผลต่อโลกโดยรอบเราแน่นอน (Surrounding/Habitat)
     ส่วนที่สำคัญกว่า การคิดและกระทำ ก็คือสิ่งที่เราเป็น (Attitude หรือทัศนคตินั่นเอง) หากจะเป็นคุณประโยชน์แก่คนรอบข้าง ทัศนคติเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะหากแค่คิดวางแผนและกระทำ เฉยๆ โจรที่เก่งๆก็ทำกัน แต่หากทัศนคติของเราถูก คือที่เราประพฤติให้สอดคล้องกับสิ่งที่สอนในพระคัมภีร์ที่ว่า ให้รักยำเกรงพระเจ้าอย่างสุดใจ และรักคนอื่นๆเหมือนรักตัวเองแล้วล่ะก็ แผนการที่เราคิดวางไว้ และการลงมือกระทำ อย่างอดทน อย่างเรียนรู้ จะนำไปสู่ การเปลี่ยนแปลงในโลกใบนี้ ทั้งในส่วนที่มองเห็นซึ่งก็คือ physical surroundings และในส่วนที่มองไม่เห็น ซึ่งก็คือ Culture อย่างแน่นอน 
   
    เราต้องมีทั้งสามส่วนนี้อย่างสมดุล บางคนอาจต้องปรับเรื่องทัศนคติ บางคนอาจต้องปรับเรื่องการหาความรู้ การวางแผน บางคนอาจต้องปรับเรื่องการลงมือทำอย่างเป็นระบบและมีวินัย วันนี้ไม่ต้องท้อใจ ลองเลือกมาซัก 1 ข้อ ที่คิดว่าเป็นจุดที่น่าปรับปรุงที่สุด อธิษฐานขอสติปัญญาจากพระเจ้า ที่เราจะดีขึ้นๆ เพื่อเราจะเป็นพรให้กับคนอื่นๆ ได้มากขึ้นและมากขึ้นทุกวัน ขอพระเจ้าอวยพร
นาวี 24 Aug 2015

วันเสาร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2552

ชีวิตคริสเตียนกับการทดลอง

ใครที่คิดว่าชีวิตหลังรับเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์จะเป็นชีวิตที่สบาย ชิลๆ แล้วล่ะก็คงรู้สึกตัวแล้วว่าผิดถนัด
โลกที่เราอยู่รอบตัวนี้ยังคงมีการทดลองที่พยามจะนำเราออกไปจากทางของพระเจ้า
ในพระคัมภีร์ 1 เปโตรบทที่ 1:6-7 กล่าวว่า
" ในความรอดนั้นท่านทั้งหลายชื่นชมยินดี ถึงแม้ว่าเดี๋ยวนี้ จำเป็นที่ท่านจะต้องทนทุกข์ทรมานชั่วขณะหนึ่งในการถูกทดลองต่างๆ เพื่อการลองดูความเชื่อของท่าน อันประเสริฐยิ่งกว่าทองคำ ซึ่งแม้จะเสียไปได้ก็ยังถูกลองด้วยไฟ จะได้เป็นเหตุให้เกิดการสรรเสริญ เกิดศักดิ์ศรีและเกียรติ ในเวลาที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จมาปรากฏ"

ตอนอ่านก็งงนิดหน่อยว่า ทำไมพระเจ้ารู้อยู่ว่าความเชื่อของเรามันอาจจะเสียไปได้จากการทดลอง ทำไมพระองค์ยังทรงต้องให้เราอยู่ในการทดลองอีกนะ แต่ก็ขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ให้ผมได้มีโอกาสไปอ่านหนังสือของ อาจารย์ชาร์ล แสตนลีย์ (Charles Stanley) ชื่อการทดลอง (Winning the war within)

ในหนังสืออาจารย์บอกว่า "การเติบโต กับการทดลอง สองสิ่งนี้จำเป็นที่จะต้องมาด้วยกัน" อาจารย์ยังได้ยกตัวอย่างของการการพายเรือในแม่น้ำที่เชี่ยวสายหนึ่ง ถ้าผู้พาย(เปรียบเทียบได้กับตัวเรา) พยามทำในส่วนของเราคือพายอย่างเต็มที่ นอกจากที่เราข้ามผ่านสายน้ำที่เชี่ยวนี้ไปได้แล้ว เราก็ยังได้พัฒนาร่างกายของเราให้แข็งแรง ประสบการณ์ สติปัญญาในการรับมือกับปัญหา หรือพูดง่ายๆคือเราเติบโตขึ้น
แต่เราเกิดบอกว่าเบื่อแล้ว ขี้เกียจพายแล้ว พอเถอะ เรือก็จะถึงคราวอับปางลง
พระเจ้าเป็นผู้นำให้เราเข้าไปในสถานการณ์ที่ยาก เพราะพระองค์ต้องการให้เราเรียนรู้ที่จะเชื่อฟังพระองค์และเติบโตจนเป็นเหมือนพระองค์ พระองค์ทรงรักเรามากจนไม่สามารถปล่อยให้เราเป็นเด็กที่ไม่รู้จักโตไปตลอดเวลาได้ จริงอยู่ตอนเด็กๆแบเบาะ เราอาจจะไม่ต้องทำอะไร นอนให้คนมาป้อนนมป้อนน้ำ เปลี่ยนผ้าอ้อม แต่ถ้าเราโตจนอายุ 6 ขวบ ยังไม่ยอมหัดทำอะไรเอง พ่อแม่คงกลุ้มใจ
บางคนอาจจะรู้สึกว่าแต่สถานการณ์ที่พระเจ้านำเราเข้าไป มันยากเกินไปสำหรับเรา พระคัมภีร์มีคำตอบไว้ว่า " ไม่มีการทดลองใดๆที่เกิดขึ้นกับท่าน นอกเหนือการทดลองซึ่งเคยเกิดกับมนุษย์ทั้งหลาย พระเจ้าทรงสัตย์ธรรม พระองค์จะไม่ทรงให้ท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้ และเมื่อท่านถูกทดลองนั้น พระองค์จะทรงโปรดให้ท่านมีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วย เพื่อท่านจะกำลังทนได้" (1 โครินธ์ 10:13)
แต่มีสามสิ่งสำคัญที่ไม่อาจลืมได้คือ 1) เป็นสิ่งที่แน่ยิ่งกว่าแช่แป้งซะอีกที่เราจะต้องเจอการทดลอง 2) เรามีศักยภาพที่พระเจ้าประทานให้ที่จะเอาชนะการทดลอง ถึงแม้เราจะยังไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบ 3) พระเจ้าพร้อมและทรงต้องการที่จะช่วยเรา เพราะพระองค์อนุญาตให้สิ่งเหล่านี้เข้ามาเพราะพระองค์รู้ดีว่าเราจะเติบโตขึ้นอย่างไร
เมือ่เราชนะการทดลองที่เข้ามาในแต่ละวัน เราก็จะเข้มแข็งขึ้น มีศักดิ์ศรีมากขึ้นเป็นลำดับ (คือเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์มากขึ้น) และเมื่อเราเกิดผลแบบนั้นก็จะนำไปสู่การถวายเกียรติแด่พระเจ้าผู้เป็นที่รักยิ่งของเรา
ขอพระเจ้าโปรดช่วยพวกเราด้วยครับที่จะมีชีวิตที่ถวายเกียรติแดพระองค์โดยการเอาชนะการทดลองในแต่ละวันด้วยความหวังและวางใจในพระเจ้า
ในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้าอาเมน